สร้าง “พลังการบอกต่อ” (Advocacy) ต้อง Focus ที่ใครบ้าง?

ในการสร้างแบรนด์ขึ้นมาแบรนด์หนึ่งนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไป โดยเฉพาะในปัจจุบันที่โลกของเราหมุนไปด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารที่รวดเร็วทำให้แบรนด์แต่ละแบรนด์มีคู่แข่งเกิดขึ้นอย่างมากมายไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันภายในหรืออาจจะเป็นการแข่งขันภายนอกแบรนด์ด้วย แต่มีสิ่งหนึ่งซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากเลยทีเดียวค่ะที่จะทำให้แบรนด์ของคุณเป็นที่ยอมรับและเป็นที่รู้จักกันได้อย่างกว้างขวาง นั่นก็คือการสร้าง “พลังแห่งการบอกต่อ” หรือในภาษาอังกฤษที่เราเรียกว่า “Advocacy” นั่นเอง แต่การที่คุณจะสร้างพลังแห่งการบอกต่อนั้นเป็นเรื่องที่คุณจะต้องใส่ใจ แล้วควรรู้ว่าคุณจะต้องโฟกัสที่กลุ่มเป้าหมายกลุ่มใดบ้างเพื่อให้พวกเขาเหล่านี้เป็น “ผู้บอกต่อ” ให้กับแบรนด์ของคุณ วันนี้เราจะเอาความรู้ได้ดีที่นักการตลาดออนไลน์และผู้บริหารยุคใหม่จะต้องรู้ เพื่อสร้างแบรนด์ของคุณให้เป็นที่รู้จัก ด้วยหลักสูตรออนไลน์ของ Inmotus ที่ชื่อว่า ‘จากการตลาด 3.0 มุ่งสู่การตลาด 4.0’ จากอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการทำการตลาดออนไลน์ของมหาวิทยาลัยชั้นนำอย่างมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ มาบอกให้คุณได้รู้กันค่ะ เอาล่ะค่ะ…อย่ารอช้าเรามาดูกันเลยดีกว่าว่ากลุ่มแต่ละกลุ่มที่คุณควรจะโฟกัสนั้นมีกลุ่มไหนบ้างเรามาหาคำตอบไปพร้อมกันเลยดีกว่า Y

“Learning Curve” ยิ่งทำ ยิ่งเก่ง

ไม่ว่าจะเป็นการเรียนหรือว่าการทำงาน ถ้าจะให้ออกมาดีนั้นสิ่งสำคัญนั่นก็คือการทำสิ่งนั้นออกมาให้ดีที่สุด และเพื่อให้เกิดความชำนาญนั้นก็จะต้องมีการฝึกฝนนั่นเองค่ะ คุณเคยสงสัยไหมคะว่า…ถ้าหากว่าจะให้การทำงานออกมาดี แล้วมีความเป็นมืออาชีพจะต้องทำยังไงบ้าง วันนี้ Inmotus เราเลยมาบอกกันค่ะว่า ทำยังไงจะได้การทำงานที่มีความเป็นมืออาชีพ? มาบอกให้ทุกคนได้เอาไปลองใช้ดูค่ะ   มีทฤษฎีหนึ่งที่ชื่อว่า Learning Curve เป็นทฤษฎีที่บอกว่า “เมื่อไหร่ที่เราใช้เวลาในการเรียนทำมากเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งได้” นั่นก็คือเมื่อไหร่ที่เราฝึกฝนมาก ทำมาก หรือหมั่นฝึกทำในสิ่งที่เราต้องการเชี่ยวชาญบ่อยๆ เป็นกิจวัตร เราก็จะเชี่ยวชาญในการทำงานด้านนั้นหรือมีความสามารถในการทำสิ่งๆ นั้นมากกว่าคนอื่นๆ นั่นเองค่ะ ตัวอย่าง

เปลี่ยนมุมมองแบบ พนักงาน(ธรรมดา) ให้เป็นมุมมองของ ผู้บริหาร(ที่ชาญฉลาด)

เรามักจะได้ยินกันบ่อยๆ ว่าเมื่อไหร่ที่เราสามารถเปลี่ยนความคิดได้หรือเปลี่ยนมุมมองได้คุณจะได้ในสิ่งที่คุณต้องการ แล้วถ้าหากว่าคุณอยากได้ในสิ่งที่คุณต้องการ แต่คุณยังใช้วิธีการเดิมๆ แนวคิดเดิมๆ และมุมมองแบบเดิม คุณก็จะได้สิ่งเดิม เพราะบางครั้งสิ่งที่คุณต้องการนั้นคุณอาจจะต้องเปลี่ยนมุมมองและเปลี่ยนแนวคิดใหม่เพื่อให้ตัวเองพร้อมรับสิ่งที่คุณต้องการ เช่นเดียวกับการทำงานค่ะในขณะที่หลายคนต้องการเลื่อนตำแหน่งตัวเองให้สูงขึ้น แต่ยังมีมุมมองและแนวคิดเดิมๆ ที่ทำให้ตัวเองไม่เกิดการพัฒนา การเลื่อนตำแหน่งหรือสร้างความก้าวหน้าให้กับตัวเองจึงไม่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นวันนี้เรามาดูกันเลยดีกว่าเขาว่าการที่จะขยับตัวเองให้อยู่ในตำแหน่งที่สูงขึ้นหรือได้รับความก้าวหน้าในอาชีพนั้นจะต้องมีมุมมองแบบไหนกันบ้าง? ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่มักจะต้องใช้เวลา และความทุ่มเทอย่างหนัก หลายคนคิดว่าความสำเร็จสามารถสร้างขึ้นได้ในระยะเวลาที่สั้น หรืออาจจะไม่ต้องทุ่มเทอะไรมาก แล้วก็มีอีกหลายๆ คน ที่อยากจะได้งานทำดีๆ และสร้างความก้าวหน้าให้กับตัวเอง ซึ่งคิดว่างานบังงานนั้นไม่จำเป็นต้องใช้ความทุ่มเทอะไรมากมายเพียงแค่ชี้นิ้วสั่งก็ได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการมา แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ว่าจะเป็นงานไหนก็แล้วแต่ที่จะเกิดความสำเร็จได้จะต้องใช้เวลาและใช้ความทุ่มเทในการทำงานอย่างหนักเพื่อให้เกิดความสำเร็จขึ้น บางคนอาจจะเริ่มต้นทำได้แต่หลังจากที่เริ่มต้นกลับไม่ทำต่อหรือไม่มีความต่อเนื่องในการทำงาน ซึ่งความสำเร็จที่อยู่ใกล้แค่เอื้อมก็อาจจะกลายเป็นความสำเร็จที่อยู่ห่างไกลออกไปก็ได้

รูปแบบการเรียน….ที่ควรมีในห้องเรียน

ในการเรียนนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมากที่จะต้องทำให้ผู้สอน และผู้เรียนเกิดความรู้ และความเข้าใจที่ดีในห้องเรียนได้ แต่การศึกษาในประเทศไทยบ้านเรานั้นยังมีเรื่องให้ถูกเถียงกันมากมายเกี่ยวกับการเรียนการสอนในห้องเรียนที่ยังไม่ได้ประสิทธิภาพมากเพียงพอ หรือยังไม่สามารถทำให้ผู้เรียนเกิดความรู้ความเข้าใจได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ทำให้นักเรียนหลายคนหันไปติวหรือพันไปเรียนพิเศษนอกห้องเรียนมากกว่าที่จะใส่ใจการเรียนในห้องเรียนเท่านั้น หรือวันนี้เราจะมานำเสนอรูปแบบการเรียนที่หลายๆ ประเทศมี เส้นทางอาจารย์ครูผู้สอนสามารถนำไปปฏิบัติกับนักเรียนในห้องเรียนของตัวเองได้รวมถึงหลายๆ คนยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการทำงานเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ ความเข้าใจ และเกิดไอเดียใหม่ๆ ในที่ทำงานได้เช่นเดียวกัน ว่าแต่รูปแบบการเรียนที่ว่านานจะมีอะไรบ้าง? เรามาดูกันเลยดีกว่าค่ะ 1. ให้ผู้เรียนสามารถยกมือถามคำถามได้ในระหว่างการเรียนการสอน มีสิ่งหนึ่งที่นักเรียนไทยหลายคนจะรู้กันเป็นอย่างดีและเป็นสิ่งที่ทำให้นักเรียนไม่มีความกล้าแสดงออก และคิดว่าการตั้งคำถามนั้นเป็นสิ่งที่ผิดหรือเป็นสิ่งที่แสดงความไม่ฉลาดของตัวเองออกมา ทั้งๆ ที่การตั้งคำถามเป็นสิ่งที่ดีและเป็นสิ่งที่ช่วยให้ นักเรียนเกิดความเข้าใจที่ดีได้ภายในทันทีในขณะที่เรียนอยู่ มีหลายครั้งที่นักเรียนยกมือขึ้นถาม แต่ถูกปรามเอาไว้ให้ถามหลังจากที่หมดคาบเรียนไปแล้วซึ่งบางครั้งคำถามที่เกิดขึ้นมานั้นก็เป็นคำถามที่ดีและเป็นคำถามที่นักเรียนหลายๆ คนก็เกิดข้อสงสัยเช่นเดียวกันแต่อาจจะไม่กล้ายกมือถาม

เรียนแบบไหนได้ “ประสิทธิภาพ” มากที่สุด?

เคยไหมคะ? เวลาอ่านหนังสือเสร็จแล้วก็ลืม บางทีจำได้แม่นเลยทีเดียวล่ะแต่พอออกจากห้องสอบไม่กี่นาทีเพียงเท่านั้นแหละ อะไรที่จำได้ก่อนหน้านี้กลับลืมไปซะหมด แล้วเคยสงสัยกันไหมล่ะเค้าว่าทำไมหลังจากที่เราอ่านหนังสือแล้วเราถึงลืมได้ง่ายขนาดนั้น หรือบางทีอ่านหนังสือไปมาก็ไม่เข้าใจอะไรเลย ไม่ว่าจะอ่านเป็นสิบๆ รอบ ก็ไม่เข้าหัวสักที วันนี้เราเลยอยากจะมาแชร์เรื่องราวดีๆเกี่ยวกับการเรียนที่จะทำยังไงให้คุณได้ประสิทธิภาพจากการเรียนนั้นให้มากที่สุด ดูสิ่งที่เราจะใช้อ้างอิงถึงนั่นก็คือ Cone of learning by Edgar Dale หรือเราอาจจะเรียกอีกอย่างว่ากรวยแห่งการเรียนรู้นั่นเองค่ะ ซึ่งทฤษฎีนี้ถูกสร้างขึ้นจาก Edgar Dale นักศึกษาชาวอเมริกัน เรามาดูกันเลยดีกว่าค่ะว่าการเรียนแบบไหนให้ได้ผลลัพธ์อย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิภาพ 10%

หลักสูตรการเรียนแบบไหนที่น่าสนใจมากที่สุดในปัจจุบัน

เราสามารถบอกได้เลยว่าไม่ว่าจะเป็นการเรียนในห้องเรียนหรือไม่ว่าจะเป็นการเรียนบนโลกออนไลน์นั้นสิ่งที่สำคัญมากที่สุดในการเรียนรู้ก็คือการที่เราสามารถเรียนรู้กับข้อมูลที่มีความทันสมัย ทันยุค ทันเหตุการณ์ คุณจะมีเพียงกฎ ทฤษฎี หรือหลักสูตรเพียงแค่ไม่มาก ที่ถูกคิดค้นโดยนักวิทยาศาสตร์ในหลายสิบปีหรือร้อยปีก่อนพี่ข้อมูลเหล่านั้นยังสามารถนำมาใช้ได้กับสถานการณ์หรือการเรียนรู้ในปัจจุบันได้ แต่ถ้าหากพูดถึงเรื่องเทคโนโลยีหรือกระบวนการวิเคราะห์ ถ้าหากเราเรียนหลักสูตรที่ถูกพัฒนาขึ้นเมื่อ 20 ปีที่แล้วมันอาจจะไม่สามารถนำมาใช้ได้กับเหตุการณ์ในปัจจุบันได้ ในตอนเย็นวันจันทร์นี้ Inmotus เราเลยมานำเสนอข้อเปรียบเทียบและประโยชน์จากการเรียนรู้ด้วยการใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีในปัจจุบันในการเป็นตัวช่วยเพื่อการเรียนรู้ที่รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และสามารถนำไปใช้กับเหตุการณ์บนโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วอย่างเช่นโลกที่กำลังถูกพัฒนาด้วยเทคโนโลยีอันก้าวหน้าของเราในปัจจุบันนี้กันค่ะ หลักสูตรที่มีการอัพเดทให้ทันต่อเหตุการณ์โลก ถ้าหากว่าในตอนนี้คุณกำลังเรียนชั้นมหาวิทยาลัยเราอยากให้คุณลองกลับไปเปิดดูหนังสือที่คุณได้เรียน ในชั้นประถมศึกษาหรือชั้นมัธยมศึกษาดู แล้วคุณจะมองเห็นความแตกต่างว่าหลักสูตรที่ถูกบรรจุลงในหนังสือเหล่านั้นเป็นหลักสูตรที่ถูกสร้างขึ้นเมื่อหลาย 10 ปีที่ผ่านมา ทั้งๆ ที่ในตอนที่คุณเรียนอยู่ในชั้นประถมหรือมัธยมอยู่นั้นหลักสูตรที่ใช้ก็ยังเป็นหลักสูตรเดิมๆ ของหลาย

1 2 3 4 9